ตัวต่อชีวิต

posted on 31 Jan 2012 06:28 by rico  in common
ไม่ได้อัพนาน เดี๋ยวจะลืมกันซะก่อน
 
ความรัก ก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์สองคน ที่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์
ไอ้ช่องที่มันไม่ลงตัว ยัดยังไงก็ไม่ลงตัว
นั่งต่อคนเดียวไปซักพักเดี๋ยวก็เบื่อไม่เราก็อีกฝ่าย
ต่อไปเรื่อยๆ ไอ้คนที่นั่งต่อก็ไม่รู้หรอกสุดท้ายแล้วทั้งหมดจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง

เราก็ได้แต่คาดหวังว่าต่อมาออกเยอะๆแล้วมันจะสวยงาม

Israel the last part

posted on 20 Nov 2011 21:45 by rico  in Travel
 สุดท้าย ตอนนี้จะไปอย่างรวดเร็ว เนื้อหาการเที่ยวเน้นความรู้
1. ไปดูการเกษตรแบบน้ำหยดทางภาคใต้ของที่นี่
2. แวะ National park
3. แวะสวนสัตว์ใกล้ๆ
4. นั่งรถวนไปทางภาคเหนือ
 
เริ่มจากข้อแรก
 
 
 
 
ประเทศอิสราเอลมีน้ำฝนตกเฉลี่ย 30-50 มิลลิเมตรต่อปี
ภาคอีสานบ้านเราที่ มีปัญหาภัยแล้งกันเป็นประจำ มีน้ำฝนตกเฉลี่ย 900-1100 มิลลเมตรต่อปี
 
น้ำตามธรรมชาติของที่อิสราเอล เป็นน้ำกร่อย เกือบทั้งหมด
ทรีพยากรที่มีค่าที่สุดคือน้ำ และวิธีบำบัดน้ำให้อุปโภค บริโภคได้
 
สถานีน้ำ

 
 
การเกษตรกรรม ใช้ระบบน้ำหยด คือลากท่อผ่านต้นไม้ทุกต้น ต่อหัวสำหรับหยดน้ำ แล้วใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการให้น้ำ
 
ที่เห็นมี พืชผักที่ปลูกจะเป็นพวกเป็นผลๆ เช่น องุ่น มะเขือเทศ พริกหยวกฝรั่ง (Bell pepper) และ ดอกไม้ ลูกค้าหลักๆคือ ยุโรป
 
พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ๋ อยู๋บนทราย (ไม่ใช่ดินทราย) และต้องอยู๋ในกระโจมกันแมลงกันพายุทราย
 
กระโจม
 
 
Bell pepper

 
พวกนี้คือพวกคัดทิ้ง ทั้งหมด ผลที่สวยงามถูกเก็บไปหมดแล้ว
 
 
แล้วก็ที่ประเทศนี้
 
คนไทยมาทำงานเยอะมากกกกก
จนต้องมีป้ายเป็นภาษาไทย
 
 
ป้ายมีภาษา ฮิบรู อังกฤษ อาหรับ และ ไทย
 
กลุ่มคนไทย ส่วนใหญ่มากจากอีสาน
กลุ่มนี้มาจากขอนแก่นทั้งหมด
 
 
 
บางคนมาแบบผ่านนายหน้า เสียค่าหัวไปเป็น แสนสองแสน
บางคนก็ไปอยู่ประเทศอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาอยู่ที่นี่
 
มีสองคนเป็นนักศึกษามาทำโปรเจ็คจบ เขาก็ให้ทำงานจริงๆไปเลย ได้รับค่าจ้าง พอครบเวลากำหนด ก็ทำรายงานส่ง ได้เงินกลับบ้านด้วย
 
ไร่องุ่น
 
 
พริก (ไม่ค่อยเผ็ด)
 
 
 
ที่นี่มีกฎหมายว่า จะเพาะปลุกได้ จากเดือนนี้ถึงเดือนนี้ (จำไม่ได้ แต่ประมาณ ฤดูใบไม้ร่วง จน จบ ฤดูใบไม้ผลิ)
พอเข้าฤดูร้อน จะต้องเปิดกระโจมให้แสงแดดเข้ามา
 
เพราะแดดแรง ร้อน และ แห้งมาก จึงเป็นการ ฆ่าเชื้อ ฆ่าศัตรูพืช ทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อเพาะปลูกก็ไม่ค่อยมีปัญหา
ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายนี้ ไม่โดนปรับ แต่โดนยึด ไร่สวนไปทั้งหมด โหดไหมล่ะ
 
แล้วก็ถามเขาว่า ไอ้พวกที่เหลือๆนี่ทิ้งหมดเลยหรือ
 
เขาก็ตอบว่า เอาไปกองๆไว้ที่สวนสัตว์ใกล้ๆนี้แหละ
 
ขับรถไปต่อจนถึง ก็เลยเห็น
 
 
สัตว์ที่นี่มันกิน พริกหยวกเป็นอาหารแฮะ
เลยแวะดูสัตว์อื่นๆไปด้วย
 
 
 
ไอ้เจ้าตัวนี้ไม่รู้มันออกมาได้ยังไง
 
ส่วนตัวนี้ เดินผ่านแล้วตกใจ...คนตกใจ แต่นกเฉยๆ
 
 
จบ ก็ขับรถกลับที่พัก
 
ตะวันลับเขาในทะเลทราย
 
 
 
 
วันถัดมา กินอาหารเช้าที่ปั้มน้ำมัน
 
 
จากนันก็แวะ National park
รายละเอียดไม่มีมาก ส่วนใหญ่เป็น แท่งหิน รูปร่างต่างๆก็แล้วแต่คนพื้นที่จะจินตนาการ
 
 
 
 
 
ตรงนี้เป็น National park เพราะ มีภาพวาดบนผนังหินสมัยโบราณอยู๋
 
 
แต่เราก็ดูไม่ค่อยออกอยู่ดี
 
ที่ผาแต้ม  จ.อุบลราชธานี จะเป็นภาพวาดสี แต่อันนี้จะเป้นการสลักลงในเนื้อหินเลย
 
อยู่ทนกว่าเยอะ
 
คำอธิบาย
 
 
 
 
 
 
แล้วค่อยขับรถกลับบ้าน
 
ต่อไปก็ขับรถขึ้นไปทางเหนือ ชายแดนติดกับประเทศจอร์แดน
พื้นทีเป็นที่ราบสูง Golan
 
ระหว่างทาง
 
 
ขอยืนยีนว่าเป็น ที่"ราบ"สูง จริงๆ
 
ระหว่างทางเป็ฯทางคดเคี้ยวขึ้นเขาเหมือนปกติทั่วๆไป แต่เมื่อขึ้นถึงยอดแล้ว มันราบไปหมดเลย
ยังกะไอ้ที่จับรถมาสองชั่วโมงก่อนหน้ามันโกหก
 
 
ราบแบบราบไปเลย มีแค่เนินเตี้ยๆ
ทั้งหมดนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1000 เมตร
 
 
ระหว่างทาง เขาก็ชี้ให้ดู ข้ามรั้วริมถนนนี้ไป ก็ประเทศจอร์แดนแล้ว
ซึ่งก็ยังเขม่นกันอยู่ตลอดเวลา
ชาวยิวจากอิสราเอล ห้ามเข้าประเทศจอร์แดนเด็ดขาด ยกเว้นผู้ที่ลงทะเบียนทำงานแบบข้ามไปกลับเช้า-เย็น
 
พื้นที่ราบสูง Golan ก็เคยเป็นสนามรบในอดีต
 
 
ยังมีกับระเบิดเหลือเต็มไปหมด
ปัจจุบันก็เคลียร์เท่าที่ จะตัดถนนผ่านพื้นที่
 
รั้วระหว่างประเทศบริเวณที่เดินเท้าผ่านได้ ก็มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถ้ามีการตัดหรือพัง จะมีสัญญาณเตือนไปที่ส่วนกลางทันที
 
แต่ทริปนี้จบอย่างเร็ว เพราะปลายทางคือ เดินเขา แต่พอไปถึงเขาหยุด วันก่อนวันครบรอบการสถาปนาประเทศ เลยก็ขับรกลับ
 
แวะทานเที่ยงด้วย อาหารเดิมๆ
 
 
กลับมาถึงเยรูซาเลม
 
ตามที่บอกไปว่าวันนี้เป็น วันก่อน วันหยุด ปิดเมืองมีปาร์ตี้กันเลยทีเดียว
เดินไปดูซะหนอ่ยละกัน
 
(น่าจะมีขายในไทยนะ อร่อยดี)
 
พอวันรุ่งขึ้น ก็เผ่นไปสนามบิน ด้วยรถตู้รับจ้างออกจากบ้านตั้งกะ ตีห้า
แล้วก็ค้นพบว่า ประเทศนี้พวกแทกซี่มันก็ซิ่งเหมือนกันแฮะ ขนาดง่วงๆยังนอนไม่ลงเลย
ต้องรอออกจากเมืองแล้วรถน้อยๆก่อน
 
จบการเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล ประเทศที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ไป มีหลายๆอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
ข้อแนะนำ ผู้ที่สนใจจะไป กรุณาไปทัวร์ที่ไว้ใจได้ เพราะยังมีความขัดแย้งอยู่เยอะในหลายพื้่นที่ บางจุดไปได้ บางจุดไปไม่ได้
และมีน้อยมากที่จะพูดอังกฤษ ส่วนใหญ่มีแค่ ฮิบรูกับอาหรับเท่านั้น
 
ขอขอบคุณ อาจารย์ไมเคิล สแตนเนอร์แห่งมหาวิทยาลับฮิบรู เยรูซาเลม ที่ให้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนประเทศนี้
 
ย้อนกลับ
 
 
 
 
 
 
 
 

Israel ตอน 2

posted on 04 Nov 2011 09:21 by rico  in Travel
เปลี่ยนจาก Day เป็น ตอน ดีกว่า หลังๆรวมหลายวัน
แวะเข้าไปเยี่ยมชม Hebrew University of Jerusalem ถ้าเทียบกับไทยก็ประมาณ จุฬาฯ
 
 
นี่แหละ มหาลัยเขา อย่าได้สงสัย
แบ่งเป็นโซนๆ โซนนี้ืสำหรับพักผ่อน นักศึกษาก็มานอน โยคะ ไทเก๊ก อ่านหนังสือ แต่ไม่มีใครทำกิจกรรมที่อาจจะรบกวนผู้อื่นเลย เช่น กีฬา
 
 
คนซ้ายคือ อาจารย์ไมเคิล คนที่รับรองดูแลพวกเรา
คนขวาเสื้อแดงๆขาวๆเป็นศาตราจารย์ของที่นี่ เพื่อนอีตาไมเคิล และคนเชิญให้พวกเราเข้ามาในมหาลัยนี้
 
 
นกที่นี่ช่างกล้านัก จ้องสวนกับแมวเลย
 
ตลาดสดยามบ่ายเกือบๆเย็นในเมือง Jerusalem
 
 
 
เดินทางออกจากเมืองไป The dead sea
 
 
ลอดอุโมงค์ออกไปเลย เมืองมันสูงอยู่เหมือนกัน
 
 
ภาษาฮิบรูแบบชัดๆ ยึกยือเหลี่ยมๆ
แต่ฝรั่งเห็นของเราก็บอก ยึกยือกลมๆ เหมือนกัน
 
 
 
เมือง Jerusalem ตั้งอยู๋บนเนินเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 400 เมตร
แล้วเราก็ขับรถต่อ ลงเนินเขาไปอีกเรื่อยๆ
 
 
 
 
 
 
แวะซื้อไอติม...เพราะมันร้อนไงล่าาา
 
 
 
 
ก่อนไป Dead sea แวะไปที่ Site นึง เคยเป็นป้อมปราการในสมัยก่อน สมัยโรมัน
ที่เมืองนี้โดนโรมันบุกโจมตี แล้วชาวเมืองไม่ยอมแพ้ สุดท้าย ให้บางส่วนแอบหนีกันไปก่อน เหลือจำนวนน้อยไว้ป้องกัน
 
แล้วสุดท้ายกลุ่มนี้ก็ฆ่าตัวตายก่อนที่โรมันจะเริ่มบุกโจมตี
 
 
 
 
 
สาว(ไม่ทราบอายุ) ติดรถมาเที่ยวด้วย เป็นลูกสาวของคนที่ดูแลบ้านให้อาจารย์ไมเคิล เขาไม่เคยไป Dead sea เลย
 
คงเหมือนคนกทม.ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยไปวัดพระแก้วเหมือนกัน
 
สภาพที่เหลือของ Site ก็ประมาณนี้
 
 
 
 
 
 
เส้นนี้คือ บอกตำแหน่ง ส่วนเก่าและใหม่
ส่วนเก่า ด้านล่างของเส้น คือกำแพงเดิมของซากป้อม ด้านบนคือบูรณะต่อเติมเข้าไป
 
ถ้าไม่มีเส้นขีดไว้ก็สังเกตไม่ออกเหมือนกันว่า มีการซ่อมต่อเติม
 
 
 
ขากลับใช้บริการลิฟต์
 
 
เกิดสงสัยขึ้นมา
 
 
ไอ้ปุ่ม Infinity นี่มันจะพาเราไปไหนฟะ
 
 
แล้วก็มาถึง The dead sea ในตอนเย็นๆประมาณ 4 โมง
 
 
เมื่อลงน้ำ
ห้ามกระโดดลง ห้ามว่ายน้ำ ห้ามเคลื่อนไหวกระทันหัน ห้ามดื่ม ห้ามดำน้ำ
 
ลอยไปลอยมาได้เฉยๆ
 
เพราะน้ำมีความเข้มของเกลือมาก ยิ่งกว่าน้ำทะเลหลายเท่า ถ้าเข้าตาต้องรีบล้างน้ำสะอาดทันที (ยังกะสารพิษเลย)
 
 
 
แต่ไหนๆก็มาแล้ว ไม่ลองชิมเดี๋ยวจะไม่รู้ว่ามันเค็มแค่ไหน
ก็ชิมโดยการเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำ สะบัดๆ แล้วมาแตะที่ลิ้น ได้ผลดังนี้
..
..
..
..
..
 
 
 
 
หลังจากทดลองชิมน้ำ dead sea

แสรดดด เค็มจนมีแต่ขมแล้ว
 
เนื่องจากเกลือเข้มข้นมาก น้ำทะเลนี้จึงมีความหนาแน่นมากเช่นกัน คนลงไปนี่ไม่ต้องทำอะไรก็ลอยแล้ว
 
 
 
 
พอซักห้าโมงก็กลับ
ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากลอยไปลอยมา
 
ก็ลงไปสัมผัสพอเป็นประสพการณ์
จริงๆแล้ว The dead sea ยังมีชื่อเสียงอีกอย่างนึงก็คือ บำรุงสุขภาพ เนื่องจากแร่ธาตุสูงมาก
 
เลยจากจุดที่ลงน้ำไป ประมาณ 15กิโลเมตร เขามี Hotels complex ตั้งอยู่ ไว้ให้คน(รวยๆ) ไปพักแล้วก็แช่น้ำทะเล ประมาณแบบน้ำพุร้อนเลย ในนั้นก็มีห้าง มีปั้มน้ำมัน อะไรเสร็จสรรพครบครัน
 
และได้ข่าวว่าแพงมากมายด้วย