ค่าแรง 300 บาท

posted on 31 Mar 2012 21:55 by rico in whine
ไม่ได้เขียน blog นานแล้วบ่นซะหน่อย ขอบ่นในมุมมองจากคนทำโรงงานไส้กรอกละกัน
 
พรุ่งนี้แล้วที่ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีผลบังคับใช้ (บางคนชอบเถียงว่า รายได้ขั้นต่ำไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ตอนนี้มีบางบริษัทที่ใช้วิธี ใส่สวัสดิการและ OT ให้เป็น 300 แทน แต่ก็โดนราชการตรวจเจอแล้วบังคับให้เป็นเฉพาะค่าแรงเท่านั้น 300 บาท ส่วนอื่นไม่นับ แล้วตอนแรกเอ็งจะมาแถเป็นรายได้ขั้นต่ำแทนค่าแรงขั้นต่ำไปทำประโยชน์อันใด)
 
ค่าแรง 300 ต่อ 8 ชม. ทำ OT 1.5แรง เป็น 56.25 บาทต่อชั่วโมง ถ้าทำวันอาทิตย์ได้ 2 แรง 600บาท ถ้าทำวันหยุดพิเศษได้ 3 แรง 900 บาท
ส่วนเงินเดือนขั้นต่ำ 9000 รัฐบาลแม่งไม่ได้บังคับแต่ก็บังคับทางปฏิบัติเพราะ วันละ 300 ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานโรงงาน ก็ทำ 26 วันต่อเดือน มันก็ 7800 แล้ว มีเบี้ยขยันมี OT มีบลาๆอีก สรุปเดือนนึงอาจจะได้มากกว่า 9000 ด้วยซ้ำ
 
แล้วรายเดือนที่เพิ่งเข้าใหม่แต่ก่อน 7000 ก็ต้องปรับให้เป้น 9000 โดยปริยาย ไม่ได้บังคับแต่ก็บังคับเข้าใจไหม
ทีนี้ป.ตรี จบมาได้ 9000 - 11000 เจอเงินเดือนของวิชาชีพไล่ขึ้นมาก็ต้องปรับหนีขึ้นไปอีกเป็นอย่างน้อย 13000
ก็วนลูปกันอีก
 
เสร็จปรับทุกอย่างแล้ว โรงงานจ่ายมากขึ้น ขายของได้เท่าเดิม กำไรลดลงหรืออาจจะขาดทุนก็ขึ้นราคาสินค้า
แก๊สหุงต้มขึ้นราคา น้ำมันสำหรับขนส่งขึ้นราคา ก็ปรับราคาสินค้าขึ้น
แรงงานแพงขึ้น ผลิตได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมนิดหน่อย วัตุดิบต่างๆก็ขึ้นราคา ขนส่งแพงขึ้น ก็ต้องขึ้นราคาสินค้าอีก
 
สินค้าแพงขึ้น คนงานต่างๆมีกำลังซื้อลดลง อาจจะกลับไปเท่าเดิมก่อนปรับ 300 หรือน้อยกว่าเดิม
สรุปแล้ว ปรับไปทำไมเนี่ย นอกจากประชานิยมผู้ใช้แรงงาน
 
แล้วมีอีก บางที่แบกไม่ไหว ลดกำลังผลิต ลดคนงาน
ไม่มีงานทำ สุดท้ายไม่รู้ไปไหน ก็เช่าแท็กซี่วิ่ง
จำนวนแท็กซี่เพิ่มขึ้น รายได้ต่อคนขับก็ลดลง
น้ำมันแพงขึ้น แท็กซี่ก็จะขึ้นราคา รายได้ต่อคนก็ลดลงอีก
คนใช้แท็กซี่ลดลง จำนวนแท็กซี่มากขึ้น ก็แย่งลูกค้ากัน เป็นปัญหาจราจร ขับไม่ดี จอดแช่นาน ขวางการจราจร
 
รถก็ติดเพิ่มอีก
 
เอวัง ด้วยประการละฉะนี้ นอนอยู่บ้านกันดีกว่า
 

ตัวต่อชีวิต

posted on 31 Jan 2012 06:28 by rico in common
ไม่ได้อัพนาน เดี๋ยวจะลืมกันซะก่อน
 
ความรัก ก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์สองคน ที่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์
ไอ้ช่องที่มันไม่ลงตัว ยัดยังไงก็ไม่ลงตัว
นั่งต่อคนเดียวไปซักพักเดี๋ยวก็เบื่อไม่เราก็อีกฝ่าย
ต่อไปเรื่อยๆ ไอ้คนที่นั่งต่อก็ไม่รู้หรอกสุดท้ายแล้วทั้งหมดจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง

เราก็ได้แต่คาดหวังว่าต่อมาออกเยอะๆแล้วมันจะสวยงาม

Israel the last part

posted on 20 Nov 2011 21:45 by rico in Travel
 สุดท้าย ตอนนี้จะไปอย่างรวดเร็ว เนื้อหาการเที่ยวเน้นความรู้
1. ไปดูการเกษตรแบบน้ำหยดทางภาคใต้ของที่นี่
2. แวะ National park
3. แวะสวนสัตว์ใกล้ๆ
4. นั่งรถวนไปทางภาคเหนือ
 
เริ่มจากข้อแรก
 
 
 
 
ประเทศอิสราเอลมีน้ำฝนตกเฉลี่ย 30-50 มิลลิเมตรต่อปี
ภาคอีสานบ้านเราที่ มีปัญหาภัยแล้งกันเป็นประจำ มีน้ำฝนตกเฉลี่ย 900-1100 มิลลเมตรต่อปี
 
น้ำตามธรรมชาติของที่อิสราเอล เป็นน้ำกร่อย เกือบทั้งหมด
ทรีพยากรที่มีค่าที่สุดคือน้ำ และวิธีบำบัดน้ำให้อุปโภค บริโภคได้
 
สถานีน้ำ

 
 
การเกษตรกรรม ใช้ระบบน้ำหยด คือลากท่อผ่านต้นไม้ทุกต้น ต่อหัวสำหรับหยดน้ำ แล้วใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการให้น้ำ
 
ที่เห็นมี พืชผักที่ปลูกจะเป็นพวกเป็นผลๆ เช่น องุ่น มะเขือเทศ พริกหยวกฝรั่ง (Bell pepper) และ ดอกไม้ ลูกค้าหลักๆคือ ยุโรป
 
พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ๋ อยู๋บนทราย (ไม่ใช่ดินทราย) และต้องอยู๋ในกระโจมกันแมลงกันพายุทราย
 
กระโจม
 
 
Bell pepper

 
พวกนี้คือพวกคัดทิ้ง ทั้งหมด ผลที่สวยงามถูกเก็บไปหมดแล้ว
 
 
แล้วก็ที่ประเทศนี้
 
คนไทยมาทำงานเยอะมากกกกก
จนต้องมีป้ายเป็นภาษาไทย
 
 
ป้ายมีภาษา ฮิบรู อังกฤษ อาหรับ และ ไทย
 
กลุ่มคนไทย ส่วนใหญ่มากจากอีสาน
กลุ่มนี้มาจากขอนแก่นทั้งหมด
 
 
 
บางคนมาแบบผ่านนายหน้า เสียค่าหัวไปเป็น แสนสองแสน
บางคนก็ไปอยู่ประเทศอื่นมาก่อน แล้วเปลี่ยนมาอยู่ที่นี่
 
มีสองคนเป็นนักศึกษามาทำโปรเจ็คจบ เขาก็ให้ทำงานจริงๆไปเลย ได้รับค่าจ้าง พอครบเวลากำหนด ก็ทำรายงานส่ง ได้เงินกลับบ้านด้วย
 
ไร่องุ่น
 
 
พริก (ไม่ค่อยเผ็ด)
 
 
 
ที่นี่มีกฎหมายว่า จะเพาะปลุกได้ จากเดือนนี้ถึงเดือนนี้ (จำไม่ได้ แต่ประมาณ ฤดูใบไม้ร่วง จน จบ ฤดูใบไม้ผลิ)
พอเข้าฤดูร้อน จะต้องเปิดกระโจมให้แสงแดดเข้ามา
 
เพราะแดดแรง ร้อน และ แห้งมาก จึงเป็นการ ฆ่าเชื้อ ฆ่าศัตรูพืช ทั้งหมด ฉะนั้นเมื่อเพาะปลูกก็ไม่ค่อยมีปัญหา
ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายนี้ ไม่โดนปรับ แต่โดนยึด ไร่สวนไปทั้งหมด โหดไหมล่ะ
 
แล้วก็ถามเขาว่า ไอ้พวกที่เหลือๆนี่ทิ้งหมดเลยหรือ
 
เขาก็ตอบว่า เอาไปกองๆไว้ที่สวนสัตว์ใกล้ๆนี้แหละ
 
ขับรถไปต่อจนถึง ก็เลยเห็น
 
 
สัตว์ที่นี่มันกิน พริกหยวกเป็นอาหารแฮะ
เลยแวะดูสัตว์อื่นๆไปด้วย
 
 
 
ไอ้เจ้าตัวนี้ไม่รู้มันออกมาได้ยังไง
 
ส่วนตัวนี้ เดินผ่านแล้วตกใจ...คนตกใจ แต่นกเฉยๆ
 
 
จบ ก็ขับรถกลับที่พัก
 
ตะวันลับเขาในทะเลทราย
 
 
 
 
วันถัดมา กินอาหารเช้าที่ปั้มน้ำมัน
 
 
จากนันก็แวะ National park
รายละเอียดไม่มีมาก ส่วนใหญ่เป็น แท่งหิน รูปร่างต่างๆก็แล้วแต่คนพื้นที่จะจินตนาการ
 
 
 
 
 
ตรงนี้เป็น National park เพราะ มีภาพวาดบนผนังหินสมัยโบราณอยู๋
 
 
แต่เราก็ดูไม่ค่อยออกอยู่ดี
 
ที่ผาแต้ม  จ.อุบลราชธานี จะเป็นภาพวาดสี แต่อันนี้จะเป้นการสลักลงในเนื้อหินเลย
 
อยู่ทนกว่าเยอะ
 
คำอธิบาย
 
 
 
 
 
 
แล้วค่อยขับรถกลับบ้าน
 
ต่อไปก็ขับรถขึ้นไปทางเหนือ ชายแดนติดกับประเทศจอร์แดน
พื้นทีเป็นที่ราบสูง Golan
 
ระหว่างทาง
 
 
ขอยืนยีนว่าเป็น ที่"ราบ"สูง จริงๆ
 
ระหว่างทางเป็ฯทางคดเคี้ยวขึ้นเขาเหมือนปกติทั่วๆไป แต่เมื่อขึ้นถึงยอดแล้ว มันราบไปหมดเลย
ยังกะไอ้ที่จับรถมาสองชั่วโมงก่อนหน้ามันโกหก
 
 
ราบแบบราบไปเลย มีแค่เนินเตี้ยๆ
ทั้งหมดนี้อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1000 เมตร
 
 
ระหว่างทาง เขาก็ชี้ให้ดู ข้ามรั้วริมถนนนี้ไป ก็ประเทศจอร์แดนแล้ว
ซึ่งก็ยังเขม่นกันอยู่ตลอดเวลา
ชาวยิวจากอิสราเอล ห้ามเข้าประเทศจอร์แดนเด็ดขาด ยกเว้นผู้ที่ลงทะเบียนทำงานแบบข้ามไปกลับเช้า-เย็น
 
พื้นที่ราบสูง Golan ก็เคยเป็นสนามรบในอดีต
 
 
ยังมีกับระเบิดเหลือเต็มไปหมด
ปัจจุบันก็เคลียร์เท่าที่ จะตัดถนนผ่านพื้นที่
 
รั้วระหว่างประเทศบริเวณที่เดินเท้าผ่านได้ ก็มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถ้ามีการตัดหรือพัง จะมีสัญญาณเตือนไปที่ส่วนกลางทันที
 
แต่ทริปนี้จบอย่างเร็ว เพราะปลายทางคือ เดินเขา แต่พอไปถึงเขาหยุด วันก่อนวันครบรอบการสถาปนาประเทศ เลยก็ขับรกลับ
 
แวะทานเที่ยงด้วย อาหารเดิมๆ
 
 
กลับมาถึงเยรูซาเลม
 
ตามที่บอกไปว่าวันนี้เป็น วันก่อน วันหยุด ปิดเมืองมีปาร์ตี้กันเลยทีเดียว
เดินไปดูซะหนอ่ยละกัน
 
(น่าจะมีขายในไทยนะ อร่อยดี)
 
พอวันรุ่งขึ้น ก็เผ่นไปสนามบิน ด้วยรถตู้รับจ้างออกจากบ้านตั้งกะ ตีห้า
แล้วก็ค้นพบว่า ประเทศนี้พวกแทกซี่มันก็ซิ่งเหมือนกันแฮะ ขนาดง่วงๆยังนอนไม่ลงเลย
ต้องรอออกจากเมืองแล้วรถน้อยๆก่อน
 
จบการเดินทางไปยังประเทศอิสราเอล ประเทศที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ไป มีหลายๆอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
ข้อแนะนำ ผู้ที่สนใจจะไป กรุณาไปทัวร์ที่ไว้ใจได้ เพราะยังมีความขัดแย้งอยู่เยอะในหลายพื้่นที่ บางจุดไปได้ บางจุดไปไม่ได้
และมีน้อยมากที่จะพูดอังกฤษ ส่วนใหญ่มีแค่ ฮิบรูกับอาหรับเท่านั้น
 
ขอขอบคุณ อาจารย์ไมเคิล สแตนเนอร์แห่งมหาวิทยาลับฮิบรู เยรูซาเลม ที่ให้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนประเทศนี้
 
ย้อนกลับ
 
 
 
 
 
 
 
 

Tags